งานประเพณีต่างซอมต่อโหลง (ถวายข้าวมธุปายาส)

ช่วงเวลาที่มีการจัดงาน

การจัดงานจะอยู่ในช่วงเข้าพรรษา คือช่วงเดือนกรกฎาคม หรือในเดือนกันยายน และการจัดงานจะอยู่ในช่วงของวันพระ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการจัดงานแต่ละครั้งจำนวน 2 วัน

ประเพณีถวายข้าวมธุปายาสหรือประเพณี “ต่างข้าวพระเจ้าหลวง” หรือทางไทใหญ่เรียกกันว่า “ต่างซอมต่อโหลง” นั้น ถึงจะเรียกชื่อต่างกันแต่ก็มีความหมายเดียวกันคือเป็นการถวายข้าวแด่พระพุทธเจ้าเพื่อเป็นพุทธบูชา แต่เดิมจะทำกันในวันวิสาขบูชา วันเพ็ญเดือน 8 เหนือ ซึ่งถือกันว่าเป็นวันที่คล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในตอนหนึ่งของพุทธประวัติตอนปฐมโพธิกาลเขียนไว้ว่า ก่อนวันตรัสรู้ 1 วัน พระบรมโพธิ์สัตว์ทรงรับข้าว“มธุปายาส” องนางสุชาดาซึ่งเป็นธิดาของนายบ้าน ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมได้ทำข้าวมธุปายาสด้วยความละเอียดประณีตโดยฝีมือของ นางเอง (วิธีในการทำข้าวมธุปายาส ของนางสุชาดานั้นมีขั้นตอนคือ บีบเอาน้ำนมจากวัว 500 ตัว แล้วเอามาเลี้ยงวัวจำนวน 250 ตัว แล้วรีดนมจาก 250 ตัว มาให้วัวอีก 125 ตัวกิน ทำเช่นนี้จนเหลือวัว 5 ตัวสุดท้าย และบีบน้ำนมวัวไปหุงข้าว ซึ่งทำให้ได้น้ำนมวัวบริสุทธิ์มาหุงเรียกว่า “ข้าวมธุปายาส” นำไปใส่ภาชนะถาดทองคำ แล้วนำไปถวายพระมหาบุรุษ ซึ่งนางสุชาดาเข้าใจว่าเป็นเทพเจ้าที่นางเคยบนบานไว้ไว้ว่าขอให้ได้บุตรชาย เมื่อสมปรารถนาแล้วนางจึงทำข้าวมธุปายาสซึ่งเป็นข้าวที่เลอเลิศมาถวาย พระมหาบุราจึงปั้นข้าวในถาดนั้นเป็นก้อน ๆ ได้จำนวน 49 ก้อน และทรงเสวยจนหมด แล้วนำถาดไปลอยในแม่น้ำเนรัญชรา ตั้งคำสัจอธิฐานว่า ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขอให้ถาดทองใบนี้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป แล้วถาดใบนั้นก็ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปซ้อนกันกับถาดของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต เป็นสัญญาณให้รู้ว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นที่แน่นอน ตอนเย็นพระองค์ได้เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรากลางทางพบกับพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า “โสตถิยะพราหมณ์” ซึ่งกลับจากการไปเกี่ยวหญ้าคา จึงเอาหญ้าคา 8 กำมือเข้าไปถวายให้กับพระมหาบุรุษ พระองค์รับแล้วนำไปที่โคนพระศรีมหาโพธิ์ ทรงปูหญ้าคา 8 กำมือนั้นเพื่อรองนั่งและตั้งสัจอธิฐานในพระทัยว่า ตราบใดที่ไม่บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ถึงแม้ว่าเนื้อหนังจะเหี่ยวแห้งไปก็ตามก็จะไม่เสด็จลุกขึ้นจากที่นี่ตราบนั้น แล้วพระองค์ทรงนั่งผินพระพัตรไปทางทิศตะวันออก ทรงพิจารณาในอาณาปานสติทรงกำหนดรู้ลมอัสสาสะปัสสาสะ หายใจเข้าออกในปฐมยามตรัสรู้ปุพเพนิจาสานุสติญาณญาณที่หยั่งรู้ชาติหนหลังได้ พระองค์ทรงบรรลุญาณที่เรียกว่า จุตูปปาตญาณ หยั่งรู้การจุติและการเกิดของสัตว์ทั้งหลายในมัชฌิมยาม ( ยาม 2) ในปัจฌิมยาม(ยามที่ 3)ได้บรรลุอาสอักขยญาณญาณที่ทำอาสวะให้สิ้น ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกในโลก และธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้น เรียกว่า “อริยสัจสี่” คือ 1. ทุกข์ 2. สมุทัย 3. นิโรธ 4. มรรค ซึ่งเป็นธรรมที่พระองค์ไม่เคยศึกษามาก่อนในสำนักบุคคลใดเลย จึงได้ พระนามว่า “สัมมาสัมพุทธะ” ตรัสรู้ชอบเอง ไม่มีครูอาจารย์สั่งสอนและเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ทรงเปล่งพุทธอุทาน ดังพระบาลีว่า อัพยาปัชฌัง สุขังโลเก แปลว่า ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก แล้วต่อจากนั้นพระองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา 7 สัปดาห์ ที่ละ 7 วัน รวมเป็น 49 วัน โดยไม่ได้เสวยพระกระยาหารเลย โบราณบัญฑิต ท่านอธิบายว่า ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา ที่พระองค์ทรงปั้นเป็น 49 ก้อนนั้นก็เปรียบเสวยวันละก้อน แต่เป็นการเสวยครั้งเดียวทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวพุทธทั้งหลาย รวมทั้งคนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงนิยมถวายข้าวพระเจ้าหลวงจำนวน 49 ก้อน สืบมาจนถึงปัจจุบัน 

เมื่อถึงวันเข้าพรรษาหรือในเหลินแปด เหลินเก้า เหลินสิบ จะมีการกำหนดวันที่จะถวายข้าวมธุปายาส โดยวัดในเขตเทศบาลที่จะเริ่มจัดงานก่อนคือ วัดก้ำก่อ วัดจองกลาง วัดม่วยต่อ วัดจองคำ วัดดอนเจดีย์ วัดหัวเวียง วัดพระนอน วัดกลางทุ่ง และวัดพระธาตุดอยกองมู(ทำในวันเพ็ญเดือนสิบสอง) ตามลำดับ เป็นประจำทุกปี   การต่างซอมต่อโหลงจึงเป็นพิธีที่ทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้กับพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการสืบทอดมาจากการที่นางสุชาดาได้นำข้าวไปถวายให้กับพระพุทธเจ้าในขณะที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้

ผังขั้นตอนการจัดงานต่างซอมต่อโหลง(ถวายข้าวพระเจ้าหลวง) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


4. ขั้นตอนในการจัดงาน

ก่อนมีการจัดงานจะมีการเตรียมการหรือมีการออกหมายกำหนดการจัดงานต่างซอมต่อโหลง คือมีการบอกบุญไปยังคณะศรัทธาญาติโยมที่มีจิตศรัทธาได้ร่วมทำบุญถวายข้าวมธุปายาส ซึ่งจะจัดพิมพ์การ์ดและประกาศเสียงตามสายหรือตามสถานีวิทยุ (ปัจจุบัน) เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้เข้าร่วมงานโดยในการจัดงานจะจัดให้อยู่ช่วงของวันพระคือเริ่มก่อนวันพระ(วันแต่งดา) และวันพระ(วันถวาย)

ขั้นตอนในการประกอบพิธี ใช้เวลาทั้งหมด 2 วัน คือ

วันที่ 1 คือวันแต่งดา จะมีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ

ดังนี้ คือ

1) คณะศรัทธาทั้งหลายนำของเท่าที่หาได้ หรือตามจิตศรัทธามาร่วมกันที่วัด ซึ่งจะประกอบด้วย

1.1 ข้าวสาร อาหารแห้ง

1.2 ดอกไม้

1.3 ผลไม้

1.4 ต้นกล้วยหรือหน่อกล้วย

1.5 ต้นอ้อยหรือหน่ออ้อย

1.6 ธูป เทียน

1.7 ขนมหวานต่าง ๆ

เพื่อนำของนั้นมาทำการแต่งดา และถวายปัจจัย(เงิน) เพื่อนำไปเป็นเงินถวายหัววัดและรายจ่ายในการจัดงาน (ทั้งวัน)

2) คณะศรัทธาร่วมกันแต่งดา เครื่องสักการะข้าวมธุปายาส ซึ่งจะดำเนินการดังนี้ 

2.1 จัดทำ อุ๊บเจ้าพารา ซึ่งในการจัดอุ๊บเจ้าพารา จะประกอบด้วย มะพร้าว 1 ลูก กล้วย 2 หวี สวยยาสูบ 2 สวย สวยใบพลู 2 สวย ก้านหมาก 3 ก้าน กรวยดอกไม้ 4 กรวย เทียน 4 เล่ม สวยหางปลา 2 สวย กะละมัง 1 ใบ ซึ่งการทำอุ๊บเจ้าพารานั้นจัดทำขึ้นเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า

การทำอุ๊บเจ้าพารา(ขั้นตั้ง)

2.2 ทำกรวยดอกไม้ ประกอบด้วย ดอกไม้ ใบตอง ไม้กลัด ซึ่งทำขึ้นเพื่อนำไปถวายในถาด 3 ถาด เปรียบดั่งการถวายให้กับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

การทำกรวยดอกไม้

2.3 ทำก๊อกซอมต่อ ประกอบด้วย ใบตอง กรรไกร ไม้กลัด ซึ่งในการทำก๊อกซอมต่อจะมี 2 แบบคือ ก๊อกปลายแหลม(ต่างให้กับพระพุทธรูป) กับก๊อกปากเรียบ (ต่างให้กับผี)

การทำก๊อกซอมต่อ

2.4 ทำผาหยาดสมาด(ที่วางเครื่องสักการะหรือราชวัตร) จะทำผาหยาดสมาดทั้งที่หุงข้าว และหน้าพระพุทธรูปที่จะนำสิ่งของไปถวาย ประกอบด้วย ไม้ไผ่ หน่อกล้วย หน่ออ้อย ผ้าขาว ซึ่งจะนำหน่อกล้วยหน่ออ้อย มัดในแต่ละมุมของของผาหยาดสมาด

ผาหยาดสมาด

2.5 แกะสลักผลไม้ต่าง ๆ ในการแกะสลักผลไม้จะแกะให้สวยงาม และจัดใส่จานให้สวยงาม

แกะสลักผลไม้

2.6 ทำต้นผึ้ง ต้นดอก และหั่นผลไม้

ต้นผึ้ง
ต้นผึ้ง
ต้นดอก
DSC09104 P9100015
ต้นดอก
ต้นอ้อย
การจัดผลไม้

วันที่ 2 คือวันถวายข้าวมธุปายาส เป็นวันที่มีการประกอบพิธีตั้งแต่เช้าตรู่ เป็นวันที่ตรงกับวันพระ และจะมีอุบาสก อุบาสิกา มาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมาจำศีลอยู่ที่วัดในวันนั้น จะมี การทำกิจกรรมดังนี้ คือ

1) คณะศรัทธาทั้งหลายหุงข้าวหรือนึ่งข้าวในตอนกลางดึกหรือตอนเช้าตรู่

การตักข้าวใส่หม้อ

ยกไหข้าวขึ้นบนเตา
ปิดฝาหม้อนึ่งข้าว

2) นำข้าวที่หุงสุกมาสางเพื่อไม่ให้ข้าวติดกันเป็นก้อน แล้วนำนม เนย น้ำผึ้ง ที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในข้าว และคลุกเคล้ากันจนได้ที่ รอให้ข้าวเย็น ตักใส่กะละมังหรือถาด

ข้าวที่หุงสุก
เนยกับน้ำผึ้ง
ใส่เนยกับน้ำผึ้ง
ใส่นม
คนให้เข้ากัน
ตักใส่ถาด

3) นำข้าวที่ทิ้งไว้ให้เย็น ปั้นเป็นก้อน ๆ จำนวน 49 ก้อน จำนวน 3 ถาด แล้วนำไปถวาย และแบ่งข้าวใส่ก๊อกซอมต่อ ใส่ผลไม้ที่เตรียมไว้ และนำไปต่างตาม ดังนี้ คือ ศาลาการเปรียญ โบสถ์ และ เจดีย์หรือกองมู

การปั้นข้าว
นำข้าวที่ปั้นใส่ถาด
ปั้นข้าวใส่ถาด 3 ถาด
แบ่งข้าวใส่ก๊อกซอมต่อ

การถวายจะนำของที่เตรียมไว้ทั้งหมดทั้งต้นดอก ต้นผึ้ง ผลไม้ ขนม ไปวางบานผาหยาดสมาด หรือบนโต๊ะที่เตรียมไว้สำหรับการต่างซอมต่อโหลงหรือการถวายข้าวมธุปายาส และกล่าวคำถวายข้าวมธุปายาส ส่วนมากจะนิยมนำไปต่างตามที่ต่างๆ เช่น โบสถ์ ศาลาการเปรียญ เจดีย์หรือกองมู และศาลาจำศีล

หมายเหตุ ในอดีตจะให้สาวพรหมจารีหรือสาวบริสุทธิ์เป็นผู้หุงข้าว กวนข้าวมธุปายาส แต่ในปัจจุบันจะให้พ่อศีล แม่ศีลที่เคร่งในศีลธรรมประเพณีเป็นผู้หุงข้าวและกวนข้าวมธุปายาสนั้นแทน

ถวายของที่เตรียมไว้
พระสงฆ์กล่าวคำถวายข้าว
อุบาสกกล่าวคำถวายข้าว

อุบาสิกากล่าวคำถวายข้าว

4) คณะศรัทธานำอาหารที่ได้เตรียมไว้ มาถวายแด่พระภิกษุสามเณร และเลี้ยงอาหารแก่อุบาสกอุบาสิกา ผู้ถืออุโบสถศีล ถือเป็นอันเสร็จพิธีในการถวาย ปัจจุบันการต่างซอมต่อโหลง (ถวายข้าวพระเจ้าหลวง) จะมีการเลี้ยงคณะศรัทธาหรือเรียกว่าวันจ่าก๊ะ

ถวายอาหารแด่พระภิกษุสามเณร
เลี้ยงอาหารอุบาสก อุบาสิกา

แหล่งที่มา http://www.taiyai.org/index.php?name=cultures&file=readcultures&id=1


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: