ปอยส่างลอง

                              

ประวัติปอยส่างลอง

คำว่า “ ปอยส่างลอง ” เป็นภาษาไทใหญ่เกิดจากคำ 3 คำ มาสมาสกัน คือ คำว่า “ ปอย ” แปลว่า “ งาน ” คำว่า “ ส่าง ” สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “ สาง ” หรือ “ ขุนสาง ” หมายถึงพระพรหม ในหนังสือธรรมะของชาวไทใหญ่กล่าวถึงว่า “ พระคณิตพรหมได้ถวายจีวรแก่เจ้าชายสิทธัตถะ ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา เมื่อคราวที่หนีออกไปบวช ” อีกความหมายหนึ่งนั้น คำว่า “ ส่าง ” มาจากคำว่า “ เจ้าส่าง ” หมายถึงสามเณร ส่วนคำว่า “ ลอง ” มาจากคำว่า “ อลอง ” แปลว่า พระโพธิสัตว์ หรือหน่อพุทธางกูร ดังนั้นงาน “ ปอยส่างลอง ” ก็คืองานบวชลูกแก้วของชาวล้านนานั่นเอง ประวัติความเป็นมา ส่างลอง มีความหมาย 2 นัย ดังนี้ นัยที่หนึ่งเป็นคำผสมระหว่างคำว่า “ ส่าง ” หมายถึง เจ้าส่าง คือสามเณรในภาษาไทย กับคำว่า “ ลอง ” หรือ “ อลอง ” หมายถึงหน่อกษัตริย์หรือผู้ที่เตรียมจะเป็นส่างลองคือผู้ที่เตรียมจะเป็นสามเณร การเป็นส่างลองนั้นเป็นการเลียนแบบประวัติของพระพุทธเจ้าตอนที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะครองกรุงกบิลพัสดุ์ก่อนจะออกผนวก การกระทำทุกอย่างในช่วงเวลาการเป็นส่างลองจะปฏิบัติเสมือนการปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์ เป็นความเชื่อตามวรรณกรรมไทใหญ่เรื่องอะหน่าก้าดตะหว่างซึ่งกล่าวถึงพระเจ้า อ่าจ่าตะซาดมังจี ( อชาตศัตรู ) หลังจากที่ได้สำนึกผิดในการทำปิตุฆาตโดยหลงผิดไปร่วมมือกับพระเทวทัตทำบาปหนักต่าง ๆ แล้วได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทำอย่างไรจะได้เป็นเหล่ากอของพระพุทธเจ้าคือเป็นอลองพญา ( หน่อพุทธางกูร ) พระพุทธองค์ทรงตอบว่าต้องนำบุตรชายเข้าบวชในศาสนา จึงได้นำเจ้าชายอะจิ้กต๊ะมังซา ( อชิตกุมาร ) พระราชโอรสของพระองค์เข้าบรรพชาเป็นสามเณรและทรงมีพุทธทำนายว่าอชิตสามเณรจะมาตรัสรู้เป็นพระศรีอริยเมตไตยพระพุทธเจ้าแห่งภัทรกัปป์นี้วรรณกรรมฉบับนี้แต่งเมื่อประมาณ 100 ปีเศษ โดยพระอู่ก่าวิจิ่งต่า วัดสบตุ๋ง เมืองตุ๋งจังหวัดจ้อกแมประเทศพม่าและพิมพ์เมื่อปี นัยที่สอง ถือตามความในวรรณกรรมไตเรื่อง “ อ่าหนั่นต่าตองป่าน ” หรือ เรื่องการทูลถามของพระอานนท์ แต่งขึ้นเมื่อประมาณ 200 ปีเศษโดยพระสุหนั่นต่า บ้านกุ๋นอ้อ จังหวัดจ้อกแม ประเทศพม่า กล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ ที่พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าในเรื่องเหล่านั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทูลถามเกี่ยวกับการเป็นส่างลองว่ามีอานิสงส์มากน้อยอย่างไรและพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่า ถ้านำบุตรของตนบวชจะได้สวรรค์สมบัติเป็นเวลา 8 ก่ำผ่า ( กัลป์ ) ถ้ารับเป็นพ่อข่ามแม่ข่าม ( พ่อแม่อุปถัมภ์ ) จะได้อานิสงส์ 4 ก่ำผ่า ( กัลป์ ) และวรรณกรรมดังกล่าวได้บรรยายเรื่องราวส่างลองไว้ว่า ในอดีตบรรดากษัตริย์และเศรษฐีคหบดีได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานปอยส่างลองขึ้น บังเอิญมีบุตรชายของหญิงหม้ายคนหนึ่งมีรูปร่างอัปลักษณ์และมีศรัทธาอยากบรรพชาแต่ไม่มีทรัพย์สมบัติที่จะเป็นเจ้าภาพบวชด้วยบุญบารมีและแรงศรัทธาของบุตรชาย ได้บันดาลให้พระอินทร์เกิดเมตตาจึงเสด็จมา นำไปพยาบาลให้อาบน้ำเงินน้ำทองขัดสีฉวีวรรณล้างคราบไคลต่าง ๆ กลายเป็นกุมารที่มีรูปร่างสวยงาม และขุนสาง ( พระพรหม ) ได้ลงมามอบชฎา (ปานกุม) และสร้อยสังวาล (ลอแป)ให้ พร้อมทั้งรับภาระเป็นพ่อข่าม ( พ่ออุปถัมภ์ ) ในการจัดงานปอยส่างลองครั้งนั้นบุตรชายหญิงหม้ายได้เป็นลูกข่าม ( ลูกอุปถัมภ์ ) ของขุนสาง ( พระพรหม ) จึงเรียกกุลบุตรที่ได้รับการยกย่องในช่วงก่อนบรรพชาว่า “ สางลอง ” หรือ “ ส่างลอง ” คือลูกอุปถัมภ์หรือลูกบุญธรรมของพระพรหมสืบต่อมาจนปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่ากุลบุตรที่จะได้เป็นส่างลองนั้นเป็นผู้มีบุญบารมีมากกว่าคนธรรมดาสามัญ จึงมีโอกาสได้รับการยกย่องให้เป็นหน่อกษัตริย์ หรือบุตรบุญธรรมของพระพรหมในช่วงเวลาก่อนบรรพชา ประเพณีปอยส่างลองเกิดจากศรัทธายึดมั่นในบวรพุทธศาสนาอย่างมั่นคงของชาวไทใหญ่ซึ่งถือว่าการที่กุลบุตรสามารถอุทิศตนบรรพชาอุปสมบทในพุทธศาสนาเป็นผู้มีบุญอันยิ่งใหญ่ เจ้าภาพจะยอมเสียสละ สิ่งของ เงิน ทอง อันเป็นโลกียทรัพย์ภายนอกเท่าไรก็ได้เพื่อสนับสนุนให้กุลบุตรได้มีโอกาสพบกับอริยทรัพย์ในทางพระพุทธศาสนาคือ การบรรพชา เสียสละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขมุ่งดำเนินตามอริยมรรคเส้นทางไปสู่พระนิพพาน เป็นการเลียนแบบเหตุการณ์ตามพุทธประวัติ ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระประยูรญาติวันหนึ่งพระนางพิมพาถือโอกาสที่ปลอดโปร่งแต่งองค์ทรงเครื่องให้ พระราหุลกุมาร และส่งไป ขอราชสมบัติจากพระพุทธองค์ เมื่อได้รับคำขอจากราหุลกุมารแทนที่จะพระราชทานราชสมบัติให้พระพุทธองค์ทรงดำริว่าราชสมบัติอันเป็นโลกียทรัพย์นี้ไม่จีรังควรที่เราจะพระราชทาน อริยทรัพย์อันยั่งยืนดีกว่าแล้วทรงรับสั่งให้บรรพชาราหุลกุมารเป็นสามเณรแทน ในอดีตที่ผ่านมาการจัดงานปอยส่างลองใช้เวลานานประมาณ 7-15 วัน ในการจัดงานปอยส่างลองต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากทำให้ผู้ที่มีฐานะยากจนไม่สามารถจะจัดงานปอยส่างลองได้ ส่วนผู้มีฐานะดีที่แต่ไม่มีบุตรชายหรือมีแต่บุตรชายไม่ต้องการบวช ทำให้เกิดการเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนขึ้น กล่าวคือผู้ที่มีฐานะยากจนที่ต้องการให้บุตรชายส่างลองจะมอบบุตรของตนแก่ผู้ที่มีฐานะซึ่งต้องการจัดงานปอยส่างลองแต่ไม่มีบุตรชาย การมอบในลักษณะนี้ ผู้ที่รับเป็นเจ้าภาพบวชจะต้องยอมรับหน้าที่เป็นบิดามารดาคนที่สองของผู้ที่ซึ่งตนรับบวช จะให้ความอุปถัมภ์ค้ำจุนในขณะที่บวชและหลังจากสึกแล้วด้วย บางรายถึงกับมอบมรดกให้เหมือนกับเป็นบุตรคนหนึ่งทีเดียว ผู้ที่ได้บวชลักษณะนี้จะเรียกผู้ที่รับเป็นเจ้าภาพบวชให้ตนว่า “ พ่อ – แม่ ” หรือ “ พ่อข่าม แม่ข่าม” คำว่า “ ข่าม ” แปลว่ารับรอง หรือรับภาระอุปถัมภ์ ในอดีต “ พ่อข่าม แม่ข่าม ” หรือ ผู้ที่รับอุปถัมภ์บรรพชาสามเณรจะได้รับการยกย่องยอมรับนับถือในสังคมเป็นอย่างมาก โดยจะได้รับการยกย่องและเรียกคำนำหน้าว่า “ พ่อส่าง แม่ส่าง ” ส่วนผู้ที่รับอุปถัมภ์อุปสมบทพระภิกษุจะได้รับการยกย่องและเรียกคำนำหน้าว่า “ พ่อจาง แม่จาง ” ผู้ที่ผ่านการบรรพชาเป็นสามเณรมาแล้วเมื่อสึกออกมาจะเรียกว่า “ ส่าง ” สำหรับผู้ที่ผ่านการอุปสมบทเป็นภิกษุ เมื่อสึกออกมาจะเรียกว่า “ ทาก ” หรือ “ หนาน ” นำหน้าชื่อ 

 

4. ประเภทของการบวชส่างลอง 

วิธีจัดงานบวชเณรของชาวไทใหญ่นั้นมีวิธีการบวช 2 วิธีคือแบบที่เรียกว่า “ข่ามดิบ” และแบบที่เรียกว่า “ข่ามส่างลอง”

1) แบบ “ข่ามดิบ” เป็นวิธีการง่ายๆ และประหยัดไม่ต้องใช้เวลาในการเตรียมงานและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก วิธีการคือเมื่อตกลงว่าจะนำเด็กมาบรรพชาเป็นสามเณรแล้วพ่อแม่ก็จะโกนผมหรือนำเด็กไปโกนผมที่วัด แล้วพระจะทำพิธีบรรพชาเป็นเณรให้เลย

2) แบบ “ข่ามส่างลอง” เป็นพิธีที่ต้องเตรียมงานกันนานมีค่าใช้จ่ายสูงใช้เวลาจัดงาน 3-5 วันมีการเชิญผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และมีขั้นตอนมากมายคือหลังจากเตรียมงานแล้วก็นำเด็กมาโกนผมแล้วแต่งตัวเป็น “ส่างลอง” หรือลูกแก้วแห่ไปขอขมาตามที่ต่างๆ แห่เครื่องไทยทานจากบ้านไปสู่วัด แห่ส่างลองจากบ้านไปทำพิธีขอบรรพชาที่วัดและมีการเฉลิมฉลองที่วัดหรือที่บ้านอีก 1 วัน จึงเสร็จพิธีแต่แบบ “ส่างลอง”นี้เป็นที่นิยมจัดกันมากถือกันว่าเป็นบุญกุศลของผู้จัดและเป็นสง่าราศีแก่หมู่บ้านและท้องถิ่นด้วย

5. ขั้นตอนการบวชปอยส่างลอง การบวชปอยส่างลองมี 5 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ส่างลองกล่าวคำขอขมาพระสงฆ์ ขั้นตอนที่ 2 ส่างลองกล่าวคำขอบรรพชา ขั้นตอนที่ 3 เปลี่ยนชุดส่างลองเป็นสามเณร ขั้นตอนที่ 4 สามเณรรับศีล 10 และขั้นตอนที่ 5 สามเณรรับพรจากพระสงฆ์

ขบวนส่างลอง

6. อุปกรณ์และเครื่องใช้ในพิธีบวชส่างลอง เครื่องอุปโภคของอลอง ประกอบด้วยเครื่องสูงต่าง ๆ ดังนี้ (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2549: 218-219)

1) ทีคำ คือร่มขนาดใหญ่ทำด้วยกระดาษหนาลงรักปิดทอง มีคันถือยาวขนาดถือแล้วเลยศีรษะอยู่ที่คอของอีกคนหนึ่ง ใช้กั้นเป็นร่มบังแดดต่างฉัตร คำว่า “ ที ” แปลว่า ร่ม “ คำ ” คือ ทองคำ ทีคำ ก็คือ ร่มทองคำนั่นเอง

2 ) น้ำเต้า หรือคนโท ใส่น้ำดื่มสำหรับอลอง
3) พานหมาก เครื่องเสริมยศอลอง บรรจุหมาก พลู บุหรี่ ไม้ขีด เมี่ยง
4) พรม ใช้ปูให้อลองนั่ง
5) หมอน ใช้สำหรับอลองนั่งอิงพักผ่อน ใช้คู่กับพรม

7. บริวารอลอง เนื่องจากส่างลองมีฐานะเปรียบเสมือนเปรียบเสมือนเป็นอลอง(กษัตริย์ ) จึงต้องมีบริวารคอยปรนนิบัติรับใช้ตามสมควรเรียกว่าบริวารอลอง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) ผู้ที่ทำหน้าที่แต่งตัวมี 2 คน ทำหน้าที่แต่งหน้า และแต่งตัวให้อลอง

2) ผู้ที่ทำหน้าที่ให้อลองขี่คอมี 2-3 คน มีหน้าที่ให้อลองขี่คอพาไปในที่ต่าง ๆ แต่กรณีถ้าเป็นจางลอง(ผู้ที่เตรียมบวชเป็นภิกษุ ซึ่งมีอายุ 21 ปี ขึ้นไป มีน้ำหนักตัวมาก)จะใช้ม้าหรือช้างประดับตกแต่งเป็นพาหนะก็ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นม้า

3 ) ผู้ถือน้ำเต้า

4 ) ผู้ถือพานหมาก

5 ) ผู้ถือทีคำมีหลายคนสับเปลี่ยนกัน

6) ผู้ถือพรมและหมอน

7) คณะดนตรีชุดกลองก้นยาว (ประกอบด้วยกลองหน้าเดียวยาวประมาณวาเศษ ฆ้องขนาดใหญ่ 1 ใบ ขนาดกลาง 1 ใบ ขนาดเล็ก 1 ใบ ฉาบขนาดกลาง 1 คู่ ตีให้จังหวะการฟ้อนรำของคนที่เป็นพาหนะ อลองหรือเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ามีอลองมา หรือบรรเลงเข้าขบวนแห่ไทยธรรม คณะดนตรีชุดนี้มีประมาณ 5-6 คน สับเปลี่ยนกันบรรเลงเครื่องดนตรีชิ้นต่าง ๆ )

การจัดงาน “ ปอยส่างลอง ” ในอดีตนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากไม่มีงานอื่นใดในรอบปีที่จะมาเทียบได้ ใช้เวลาเตรียมงานกันเป็นแรมเดือน มีการบอกกล่าวไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ให้ได้ทราบก่อนล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้แต่ละหมู่บ้านจัดตรงกัน และเพื่อที่จะให้ญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลได้รับทราบข่าวล่วงหน้า ช่วงระยะเวลาในการจัดงานปอยส่างลอง นิยมจัดในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคเรียนและว่างเว้นจากการทำนา มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ฝนฟ้าไม่ตก สะดวกในการเดินทางไปมาหาสู่กัน พ่อแม่เด็กเมื่อตกลงที่จะให้บุตรของตนไปบวชเป็นสามเณรก็จะนำบุตรและคนที่จะบวชไปฝากฝังให้เจ้าอาวาสอบรมสั่งสอน หัดให้ท่องจำคำขอบรรพชา คำให้ศีลให้พร ก่อนจะจัดงานประมาณ 7-10 วัน จากนั้นก็จะเชิญผู้ที่จะร่วมในการจัดงานปอยส่างลองมาประชุมปรึกษาหารือกันว่าใครจะรับเป็นเจ้าภาพใหญ่ “ ตะก่าโหลง ” ซึ่งมักจะเป็นผู้ที่มีฐานะดี หรือผู้ที่ได้รับการยกย่องในหมู่บ้านนั้น จะจัดงานกี่วัน ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าอาหารที่จะเลี้ยงผู้ร่วมงาน ค่าเครื่องไทยธรรม ค่าต้นตะเป่ส่า (ต้นกัลปพฤกษ์) จำนวนพระภิกษุสงฆ์ที่จะนิมนต์มารับเครื่องไทยธรรม จำนวนแขกที่จะเชิญมาร่วมงาน การยืมสิ่งของเครื่องใช้ ค่ารางวัล “ ตะแปส่างลอง ” (พี่เลี้ยงส่างลอง) ค่าเจ้ามื้อ (ผู้รับผิดชอบในการปรุงอาหารเลี้ยงผู้ร่วมงาน) ฯลฯ เมื่อตกลงกันได้แล้วก็จะเชิญตะแปส่างลองมามอบหมายหน้าที่การงานให้รับผิดชอบเป็นองค์ ๆ ไป ตะแปส่างลองนั้นมีหน้าที่ดูแลส่างลองตั้งแต่การอาบน้ำ ผัดหน้าทาแป้ง เขียนคิ้ว เกล้ามวยผม แต่งองค์ทรงเครื่อง ดูแลในเรื่องอาหารการกิน และให้ส่างลองขี่คอไปในที่ต่าง ๆ ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของงาน โดยเฉพาะวันสุดท้ายจะต้องคอยดูแลไม่ให้คลาดจากสายตาเพราะมักจะมีการแอบนำเอาส่างลองไปหลบซ่อนไว้ไม่ให้บรรพชา เดือดร้อนเจ้าภาพจะต้องนำ “ อะซู ” คือรางวัลไปมอบให้จึงจะได้ส่างลองกลับมาบรรพชาเป็นสามเณรต่อไป (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2549: 218-219)

ประเพณีการเชิญแขกมาร่วมงานปอยส่างลองในสมัยก่อน จะมีญาติพี่น้องที่เป็นหนุ่ม ๆ สาว ๆ บ้านใกล้เรือนเคียงเจ้าภาพมาช่วยกันเชิญแขก แต่เดิมจะใช้วิธี “ ต๊กห่อเน่ง ” (เมี่ยง) คือนำเมี่ยงที่นิยมกินกันนำมาห่อด้วยใบตองอย่างสวยงาม ให้หนุ่มสาวนำ “ ห่อเน่ง ” ไปมอบให้เจ้าของบ้านที่จะเชิญมาร่วมงานโดยบอกรายละเอียดการจัดงานให้ทราบว่าใครเป็นเจ้าภาพจัดงานปอยส่างลอง จำนวนกี่องค์จะรับส่างลองวันไหน แห่โคหลู่วันไหน และทำพิธีบรรพชาวันไหน ฯลฯ ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนไปใช้เทียนไขแทนเรียกว่า “ ต๊กเต็น ” (บอกเทียน) การให้หนุ่มสาวไปบอกเทียนหรือ ต๊กเต็นนั้นเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งคือ เป็นการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้ใกล้ชิดสนิทสนมกัน อีกประการหนึ่งการบอกบุญในต่างหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปหนุ่มสาวจึงเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นี้ ส่วนการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์เป็นหน้าที่ของผู้สูงอายุโดยผู้สูงอายุจะนำกระสวยดอกไม้ธูปเทียนไปนิมนต์พระตามวัดที่ศรัธทา

8 . ขั้นตอนในการจัดงาน มีขั้นตอนโดยสรุป ดังนี้

8.1 ขั้นเตรียมงาน ก่อนถึงวันพิธีประมาณครึ่งเดือนถึง 3 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่จะจัด ถ้าเป็นงานใหญ่บวชหลายรูป ต้องเตรียมงานนาน หากบวชรูปเดียวใช้เวลาเตรียมงานเพียง 7-15 วัน ก็พอ งานที่จะจัดเตรียม ประกอบด้วย (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2549: 220-221)

1) เตรียมข้าวแตก หรือข้าวตอก คือนำข้าวเปลือกเหนียวมาคั่วในหม้อดินให้แตกเป็นช่อคล้าย ๆ ข้าวโพดคั่ว เพื่อใช้เป็นเครื่องสักการะในพิธีบรรพชาอุปสมบท และนำไปคลุกกับน้ำอ้อยเชื่อมปั้นเป็นก้อนโต กว่าลูกเทนนิสนิดหน่อย เรียกว่า “ ข้าวแตกปั้น ” และทำ “ ข้าวพองต่อ ” คือนำแป้งมาคลุกเคล้ากันนวดทำเป็นแผ่น ๆ ตัดให้กว้างยาวประมาณนิ้วคูณนิ้ว นำไปตากแห้งแล้วนำมาทอดและฉาบน้ำอ้อยสำหรับเป็นของหวานและไทยธรรม วิธีจัดเตรียมข้าวแตก เจ้าภาพจะเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ให้ครบ แล้วเชิญสาว ๆ หรือเพื่อนบ้านใกล้เคียง มาช่วยกันคั่วข้าวแตกในเวลากลางคืนหลังจากเลิกประกอบอาชีพประจำวันแล้ว สาว ๆ จะมาช่วยคั่วข้าวแตกเป็นกลุ่ม ๆ พวกหนุ่ม ๆ ก็จะมาจีบสาวและช่วยงานคั่วข้าวแตกไปด้วย โดยเฉพาะงานหนักหรือเสี่ยงภัย เช่น แบกข้าวสาร แบกฟืน ยกภาชนะร้อน ๆ ลงจากเตา ฯลฯ จะจัดทำอย่างนี้ทุกคืนหรือตามโอกาสไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ปริมาณข้าวแตกเพียงพอที่จะใช้ในงาน แต่ละคืนจะคั่วไปจนถึงประมาณ 22.00-23.00 น .

2) เตรียมบุหรี่ บุหรี่มี 2 ชนิด คือ ยาฉุนกับขี้โย ยาฉุนมวนจากยาสูบพื้นเมืองด้วยใบตองกล้วยอบแห้ง หรือใยกาบต้นหมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตรยาว 6 เซนติเมตร ส่วนบุหรี่ขี้โยมวนจากยาฉุนผสมไม้ไคร้สับ หรือเปลือกฝักมะขามคลุกน้ำอ้อยและน้ำมะขามเปียกตากแห้ง เป็นบุหรี่รสจืดสำหรับผู้หญิงสูบ เมื่อมวนเสร็จแล้ว จะมีขนาดยาวประมาณ 15 ซม . ด้านปลายที่จุดไฟจะสอบแหลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตรด้านโคนสำหรับสูบมี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตรด้านโคนนี้จะกรองด้วยเส้นใยจากกาบมะพร้าวหรือเปลือกข้าวโพดพันด้วยกระดาษสีกว้าง 1 ซม . จะต้องเตรียมมวนบุหรี่ไว้เป็นจำนวนพัน ๆ มวน เพื่อใช้ในการต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน และเป็นเครื่องไทยธรรม วิธีเตรียมทำเช่นนี้ ทำเช่นเดียวกับการเตรียมข้าวแตก ปัจจุบันภาระการเตรียมบุหรี่จะน้อยลงเพราะมีบุหรี่ของโรงงานยาสูบจำหน่าย แต่บางหมู่บ้านก็ยังจัดเตรียมกันอยู่ เพราะบุหรี่ของโรงงานยาสูบมีราคาแพง

3) เครื่องไทยธรรมและอัฐบริขาร เมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาพิธีประมาณ 7 วัน มี การเตรียมตกแต่งเครื่องไทยธรรมและอัฐบริขาร เช่น ทำต้นปุ๊กข้าวแตก โดยนำข้าวแตกมาห่อด้วยกระดาษสาผูกติดกับธงสามเหลี่ยมเป็นช่อ ๆ แล้วนำไปผูกไขว้เป็นคู่ ๆ ติดกับลำไม้ไผ่ หรือไม้รวกยาวประมาณ 5-6 เมตร ห่อข้าวแตกนี้จะนำมาแจกผู้เข้าร่วมพิธีในวันสุดท้าย เพื่อใช้เป็นเครื่องสักการะต่างดอกไม้ ธูปเทียน สำหรับอัฐบริขาร เช่น บาตร จีวร เสื่อ หมอน ผ้าห่ม จาน ช้อน เครื่องกรองน้ำ มีดโกน ฯลฯ นำมาตกแต่งด้วยไหมพรมถักตารางสี่เหลี่ยมเล็ก ๆเป็นผืนหุ้มอุปกรณ์เหล่านั้น นำไปผูกติดกับไม้คานยาวประมาณ 3 เมตร เพื่อสะดวกในการให้คนหามนำเข้าขบวนแห่ในวันพิธีแห่เครื่องไทยธรรม

4) เตรียมสถานที่ ยิ่งเป็นงานใหญ่ก็ยิ่งต้องมีสถานที่มาก เช่น ที่พักอลองบริเวณวัดที่ใช้เป็นสถานที่รับแขก สถานที่รับประทานอาหาร โรงครัว เป็นต้น บางครั้งต้องสร้างปะรำขึ้นอีกต่างหากจากอาคารที่มีอยู่ ปะรำเหล่านี้เป็นปะรำชั่วคราวทำด้วยโครงไม้ไผ่ มุงใบตองตึง (พลวง)

5) อุปกรณ์อื่นๆ เจ้าภาพจะต้องเตรียมเครื่องใช้และวัสดุต่าง ๆ เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องครัว หม้อ เตา จาน ถาด ช้อน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเครื่องทองของอลองที่จะต้องจัดหายืมหรือตัดเย็บขึ้นใหม่ รวมไปถึงเครื่องประดับตกแต่ง เช่น สร้อย แหวน ชฎา ฯลฯ

6) การต้อนรับแขก ชาวไทใหญ่มีน้ำใจโอบอ้อมอารียินดีต้อนรับผู้มาเยือนเมื่อมีแขกมาถึงบ้านก็ต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่ทั้งหมากเมี่ยง บุหรี่ ข้าวปลาอาหารคาวหวาน ที่หลับที่นอน บางทีแขกที่มาร่วมงานก็อาจนำสิ่งของที่ใช้ปรุงอาหารหรือเงินหรือสิ่งของอื่น ๆ มาร่วมทำบุญกับเจ้าภาพ เจ้าภาพก็จะนำของดังกล่าวมาต้อนรับทุกคนไป ช่วงก่อนวันงาน 2-3วัน ผู้คนจะเริ่มทยอยมาช่วยกันทำงานที่บ้านเจ้าภาพ จัดเตรียมสถานที่หุงหาอาหารที่หลับที่นอนของส่างลอง ทำต้นตะเป่ส่า ปุ๊กข้าวแตก ตกแต่งเครื่องไทยธรรมและอัฐบริขาร ตกตอนกลางคืนในสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้บ้านเจ้าภาพจะมีจะมีตะเกียงเจ้าพายุจุดให้ความสว่าง มีการตี “ กลองมองเซิง ” ซึ่งมีกลองใหญ่ 1 ใบ ฆ้องมีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ 5-6 ใบแขวนหรือผูกห้อยกับเพดาน มีฉาบใหญ่ 1 คู่ ในตอนดึกจะมีการ “ เฮ็ดกวาม ” (การร้องเพลงไทใหญ่) สรรเสริญเจ้าภาพที่ได้จัดงานบุญกุศล และเกี้ยวพาราสีกันบ้างสลับกันตลอดทั้งคืน ก่อนจะถึงกำหนดงานหนึ่งวัน พ่อแม่เด็กหรือเจ้าภาพก็จะนำเด็กที่จะเป็นส่างลองไป โกนผมที่วัด พ่อแม่ของเด็กหรือพระผู้ใหญ่ตัดให้ก่อนแล้วจึงให้ช่างหรือพระเณรโกนให้ เสร็จแล้วนำไปอาบน้ำเงิน น้ำทอง น้ำขมิ้น ส้มป่อย เพื่อเป็นสิริมงคล แล้วปะแป้งผัดหน้า นุ่งขาวห่มขาวรับศีล 5 จากพระสงฆ์ แล้วจึงกลับมานอนที่บ้าน หรือบางทีก็นอนที่วัดนั้นเลย

8. 2 ขั้นเป็นลองหรือ อลอง เป็นช่วงสมมติว่ามีฐานะเป็นกษัตริย์เช่นเดียวกับตอนที่ เจ้าชายสิทธัตถะดำรงฐานะก่อนออกผนวช มีขั้นตอนดังนี้ 

1) วันแฮก ก็คือวันแรกเริ่มงานนั่นเองส่วนมากจะเริ่มตั้งแต่ตอนเช้ามืดประมาณ 1 นาฬิกา จะให้ผู้ที่จะบวชลองทำการอาบน้ำเงิน น้ำทอง ได้แก่น้ำแช่เงิน ทอง และเครื่องหอม หรือมะกรูด ส้มป่อย ฯลฯ เสร็จแล้วพากันไปวัดเพื่อสมาทานเบญจศีลและเริ่มงานบวชอลองต่อไป หลังจากรับศีลแล้ว บริวาร ( ตะแปส่างลองที่เป็นคนแต่งตัว ) ของส่างลองจะแต่งหน้าและแต่งเครื่องทรงให้ใหม่ การแต่งกายชุดส่างลองจะแต่งกายคล้ายเจ้าชายไทใหญ่ โดยจะสวมกางเกงขาสั้นสีขาว
และเสื้อกล้ามข้างใน ภายนอกจะนุ่งโจงกระเบนสีสด ปล่อยชายด้านหลังยาวจับกลีบ คาดด้วยเข็มขัดเงินหรือนาค สวมเสื้อแขนกระบอกชายโค้งงอน เสื้อปักฉลุลวดลายดอกไม้สีต่าง ๆ สีเสื้อและโจงกระเบนจะใกล้เคียงกันหรืออยู่ในเฉดเดียวกัน ที่ไหล่ทั้งสองข้างจะติดโบว์กลม ๆ มีชายห้อยลงมา 3-5 เส้น และสวม “ แค็บคอ ” (แผ่นทองคำกลมมีลวดลายดุน) ผูกร้อยด้วยเชือกด้ายสีแดงเป็นแผง แผงละประมาณ 5-6 แผ่น เรียงตามแผงอกคล้ายกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ส่วนที่แปลกและสวยงามเป็นพิเศษของส่างลองคือส่วนศีรษะซึ่งจะใช้ผ้าแพรโพก มีเกล้ามวยเสียบแซมด้วยดอกไม้ เช่น ดอกเอื้องคำ (เอื้องผึ้ง) หรือดอกไม้อื่น แต่ปัจจุบันหันมาใช้ดอกไม้ที่ทำจากผ้าหรือกระดาษแทน เพราะดูแลง่าย ทนทานไม่เหี่ยวเฉา และเก็บไว้ใช้ได้นาน ๆ ส่างลองบางหมู่บ้านหรือบางอำเภอที่มีความเชื่อว่าขุนสาง (พระพรหม)ลงมามอบ “ ปานกุม ” (ชฎา) และ “ ลอแป ” (สร้อยสังวาลย์) ให้อลอง ตามความเชื่อในวรรณกรรมไตเรื่อง “ อ่าหนั่นต่าตองป่าน ” ก็จะใช้ “ ปานกุม ” และ “ ลอแป ” ในวันที่รับส่างลองและในวันที่จะนำส่างลองไปบรรพชา แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากชาวไทใหญ่ในแม่ฮ่องสอนมีความเห็นว่ามีแต่พม่าเท่านั้นที่ใช้ ปานกุมมะลอแป ส่วนใหญ่ก็จะไม่ใช้กันแล้ว อาจจะเป็นเพราะหาช่างที่ทำปานกุมและลอแปยากมาก รวมทั้งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในการจัดหาอุปกรณ์เหล่านี้ ต่อไปคงเหลืออยู่แต่ในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยพบเห็นเท่านั้น

การแต่งหน้าส่างลอง จะแต่งหน้าเข้มทาปากสีแดงและเขียนคิ้ว เมื่อแต่งตัวเสร็จจะสวมถุงเท้าสีขาว ตะแปผู้แต่งตัวส่างล่องจะตรวจดูความเรียบร้อยจนพอใจ จึงนำส่างลองไปรอรับศีลจากพระสงฆ์ เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วถือว่าเป็น อลองเต็มตัว การปฏิบัติต่ออลองในช่วงต่อไปนี้จะสมมติเสมือนการปฏิบัติต่อกษัตริย์ อลองจะไม่มีโอกาสเหยียบดินจนกว่าจะถึงวันบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อส่างลองทุกองค์แต่งตัวเสร็จพร้อมกันหมดแล้วตัวแทนส่างลองจะกล่าวนำขอศีลจากพระสงฆ์ พระสงฆ์ก็จะให้ศีลให้พรและอบรมสั่งสอนให้วางตัวให้เหมาะสมกับการเป็นส่างลอง จากนั้นก็จะมีการ “ กั่นตอพระสงฆ์ ” (ขอขมาพระสงฆ์) เป็นอันเสร็จพิธี หลังจากเสร็จพิธีรับส่างลองแล้ว “ ตะแปส่างลอง ” จะให้ส่างลองขี่คอลงมาจากวัดแล้วฟ้อนรำบริเวณหน้าวัดเป็นการเฉลิมฉลองต้อนรับส่างลองจากนั้นจะแห่รอบวัดสามรอบ บรรดาพ่อแม่ของส่างลองและเหล่าญาติจะโปรยข้าวตอกดอกไม้เป็น การอนุโมทนาสาธุเป็นภาพที่น่าประทับใจมาก ในอดีตจะมีการยิงปืนแก๊บที่บรรจุเฉพาะดินปืนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเพื่อเป็นการบอกว่า บัดนี้พิธีการรับส่างลองได้เสร็จแล้ว และอีกอย่างเชื่อว่าเป็นการป้องกันไม่ให้ภูติผีปีศาจและเหล่ามารร้ายต่าง ๆ มารบกวนทำลายพิธีการ ปัจจุบันทางราชการได้ห้ามปราม เนื่องจากเคยเกิดอุบัติเหตุปืนแตกทำให้ผู้ยิงปืนได้รับบาดเจ็บสาหัส

หลังจากฟ้อนรำฉลองการต้อนรับส่างลองจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว คณะส่างลองจะเคลื่อนขบวนไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมืองหรือศาลเจ้าประจำหมู่บ้านและแห่รอบศาลเจ้าเมืองสามรอบ ในขณะที่แห่ส่างลอง ตะแปส่างลองจะเต้นตามไปด้วย ส่างลองก็จะโยกตัวตามจังหวะเป็นภาพที่สวยงามยิ่ง และที่สวยงามอีกอย่างหนึ่งในขบวนแห่ส่างลองก็คือ “ ทีคำ ” (ร่มทองคำ) ที่ใช้กางบังแดดให้ส่างลองจะมีเท่ากับจำนวนของส่างลอง เมื่อไปถึงศาลเจ้าจะมีการบอกกล่าวให้เจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อขอขมาลาโทษและขอความคุ้มครองป้องกันอย่าให้มีภยันตรายใดใดมากล้ำกราย ขอให้ปลอดภัยร่มเย็นเป็นสุข จากนั้นจะฟ้อนรำถวายและเคลื่อนขบวนไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ในหมู่บ้าน หรือในหมู่บ้านอื่นที่ใกล้เคียงต่อไป จนใกล้เวลาเที่ยงวันจึงนำส่างลองกลับเข้าที่พักหรือบ้านของส่างลองเพื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารกลางวันจนถึงตอนบ่ายหลังจากพักผ่อนกันอย่างเต็มอิ่มแล้ว คณะขบวนแห่ส่างลองจะออกไปตามบ้านญาติพี่น้อง คนรู้จักหรือผู้ที่เคารพนับถือต่อไป

2) วันเยี่ยมญาติ หลังจากนมัสการเจ้าอาวาสและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วอลองก็จะไปเยี่ยมตามบ้านญาติ เสมือนเป็นการประพาสต้นของกษัตริย์ เจ้าของบ้านที่อลองไปเยี่ยมจะถือว่าเป็นโชค เป็นเกียรติและเป็นบุญที่ได้มีโอกาสต้อนรับอลอง จะเตรียมอาหารว่างถวายอลองและเลี้ยงบริวารด้วยความเต็มใจ ญาติผู้ใหญ่จะผูกข้อมืออวยพรให้พรแก่ส่างลอง การผูกข้อมือสมัยก่อนใช้เหรียญรูปีผูกกับด้ายสายสิญจน์ซึ่งปัจจุบันหายากจึงใช้ธนบัตรหรือเหรียญธรรมดาแทน (ส่วนใหญ่จะใช้ธนบัตรใบละ 20 บาท ม้วนกลมผูกด้ายสายสิญจน์) บ้านใดที่ส่างลองไปเยี่ยม เจ้าของบ้านจะให้การต้อนรับเป็นอย่างดีถือว่าเป็นเกียรติเป็นศรีและเป็นมงคลแก่บ้านนั้น เจ้าของบ้านจะเตรียมน้ำส้มน้ำหวานมาต้อนรับและจะผูกข้อมือสู่ขวัญ พร้อมกับมอบเงินให้ตามแต่ศรัทธาและฐานะ เงินที่ได้จากการผูกข้อมือสู่ขวัญจะมีตะแปที่เป็นหัวหน้าเก็บรักษาไว้และจะนำถวายเมื่อส่างลองได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว การนำส่างล่องไปเยี่ยมญาติจะดำเนินไปจนถึงเย็นจนได้เวลาพอสมควร จึงจะกลับไปพักผ่อนและรับประทานอาหารเย็น ในวันแรกนี้ บ้านเจ้าภาพส่างลองทุกบ้านจะมีคนมาช่วยกันเตรียมอาหารไว้บริการส่างลอง ตะแปส่างลอง และผู้มาร่วมงานทุกคนตลอดทั้งวัน แม้กระทั่งกลางคืนก็จะมีผู้คนมาเยี่ยมเจ้าภาพ มาร่วมทำบุญบ้าง มาร่วมงานจะมีจำนวนมากมาย เจ้าภาพจะจัดเตรียมน้ำดื่ม ขนมนมเนย หมากเมี่ยงบุหรี่มาเลี้ยงดูทุกคน และมีกลองมองเซิงมาตั้งไว้ให้บรรเลงกันเป็นที่สนุกสนาน เป็นช่วง ๆ ไป พอตกดึกก็จะมี “ เฮ็ดกวาม ” และบรรเลงกลองมองเซิงสลับกันจนถึงรุ่งเช้า

3 ) วันข่ามแขก คือ วันรับแขกนั่นเอง จะเป็นวันที่ญาติพี่น้องจากหมู่บ้านอื่นมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงกัน วันนี้นับว่าสำคัญยิ่งเพราะจะมีพิธีต่าง ๆ 3 พิธี คือ พิธีการแห่โคหลู่(เครื่องไทยธรรม) การเลี้ยงอาหารส่างลองเต็มรูปแบบ( กับข้าว 12 อย่าง) และทำพิธีเรียกขวัญส่างลอง วันนี้เจ้าภาพจะต้องเตรียมข้าวปลาอาหารไว้มากกว่าปกติ ญาติที่มาร่วมงานจะผูกข้อมืออวยพรให้อลองชื่นชมบารมีของอลอง ช่วยงานและร่วมสนุกสนานต่าง ๆ เป็นการฉลองอลอง ตอนเช้าจะมีผู้คนจากทั่วทุกหมู่บ้านแต่งกายกันอย่างสวยงามต่างมาช่วยกันจัดเตรียมเครื่องไทยธรรมและอัฐบริขารที่จะนำไปเข้าขบวนแห่โคหลู่ ( ไทยธรรม ) เครื่องไทยธรรมทุกชิ้นจะนำมาแห่พร้อมกันในวันนี้เสมือนหนึ่งเป็นการเลียบนครของอลองเป็นกิจกรรมแสดงถึงความหรูหราและความพร้อมเพรียงของงานปอยส่างลอง ในการแห่นั้นจะมีญาติและประชาชนเข้าร่วมขบวนแห่อย่างเพรียงกันโดยจะถือช่วยกันแบก ช่วยกันหามอัฐบริขารเครื่องไทยธรรมทุกชิ้นทั้งเล็กและใหญ่ สำหรับขบวนแห่ประกอบด้วย 

( 1 ) ขบวนจะเริ่มด้วยผู้อาวุโสแต่งชุดขาว อุ้มขันข้าวตอกดอกไม้ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีศีลธรรม เป็นผู้บริสุทธิ์เดินนำหน้าขบวน

( 2 ) “ จีเจ่ ” (กังสดาลใหญ่) ตีเป็นระยะ ๆ เป็นการป่าวประกาศให้ได้ยินกันทั่ว ๆ ไป เมื่อใครได้ยินแล้วให้ร่วมอนุโมทนาหรือเดินทางมาร่วมทำบุญ รวมทั้งเป็นการบอกกล่าวถึงเทวบุตร เทวดา เทพาอารักษ์ทั้งหลายให้ได้ทราบถึงการทำบุญใหญ่ของชุมชน

(3) “ อุ้บ ” คือเครื่องสักการะพระพุทธ มีดอกไม้ ธูปเทียน ขนม บรรจุอยู่ในภาชนะใช้คนแบกหาม จำนวน 2 คน เมื่อถึงวันทำบุญจะนำไปถวายพระพุทธ

(4) ม้าเจ้าเมือง เป็นม้าทรงของเจ้าเมือง ( เจ้าพ่อหลักเมือง ) ที่จะต้องอัญเชิญมาร่วมในขบวนแห่โคหลู่ในประเพณีปอยส่างลองทุกครั้งเป็นการให้เจ้าเมืองที่เคารพของชุมชนรับทราบและช่วยปกป้องคุ้มครองให้งานดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยปราศจากเหตุร้ายทั้งปวง เป็นส่วนสำคัญของขบวน ม้าเจ้าเมืองจะคัดม้าที่สวยที่สุด สง่างามและเชื่อง นำมาตกแต่งด้วยดอกไม้ ปูด้วยผ้าหรือใส่อาน แล้วไปอัญเชิญเจ้าพ่อหลักเมืองหรือศาลเจ้าประจำหมู่บ้านมาประทับ ถือว่าจะนำความร่มเย็นมาสู่การจัดงาน

(5 ) ต้นตะเป่ส่า (ต้นกัลปพฤกษ์) การถวายต้นตะเป่ส่า มุ่งให้เกิดในสวรรค์ มีต้นกัลปพฤกษ์บันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกอย่าง มี 2 ประเภท คือ

– ต้นตะเป่ส่าพระพุทธ คล้ายจองพารา โครงสร้างทำด้วยไม้ไผ่กรุกระดาษสาตกแต่งลวดลายสวยงามมาก ต้นเล็กหรือใหญ่แล้วแต่ฐานะเจ้าภาพจัดเป็นส่วนที่เด่นที่สุดในขบวน ใช้สำหรับถวายพระพุทธเจ้า

– ต้นตะเป่ส่าถวายวัด คล้ายต้นตะเป่ส่าพระพุทธต่างกันตรงเครื่องห้อยซึ่งเป็นเครื่องใช้สำหรับวัด เช่น ถ้วยชาม จาน แก้วน้ำ หม้อ ฯลฯ ตามแต่ศรัทธาเพื่อนำไปถวายวัด

(6) ขบวนโคหลู่นำเครื่องอัฐบริขารที่ใช้ในการบรรพชาและเครื่องไทยธรรมทุกชิ้นมาเข้าขบวนแห่ให้ยิ่งใหญ่และสวยงาม คือ

– ปุ๊กข้าวแตก คือห่อข้าวตอกด้วยกระดาษสา ผูกติดกับธงสามเหลี่ยมที่เรียกว่า “ จ๊ากจ่า ” ใช้แทนดอกไม้สำหรับแจกให้ผู้ไปร่วมงานบรรพชาไหว้พระ ปุ๊กข้าวแตกจะขาดไม่ได้และจะต้องมีจำนวนเท่ากับส่างลอง ( “ จ๊ากจ่า ” หมายถึงลิ้นแม่กาเผือกจากหนังสือธรรมะกล่าวว่า กาเผือกเป็นแม่ของพระพุทธเจ้า 5 องค์ เมื่อครั้งเสวยชาติเป็นแม่กา)

– เทียนเงิน เทียนทอง คือธูปเทียนแพ เป็นเครื่องบูชาส่างลองสำหรับถวายแด่พระอุปัชญาย์)

– พุ่มเงิน พุ่มทอง สำหรับส่างลองถวายพระพุทธและประดับขบวน

– อูต่อง ปานต่อง คือกรวยหมากพลูและกรวยดอกไม้

– หม้อน้ำต่า คือหม้อดินห่อผ้าขาวใส่ใบไม้ 9 ชนิด จัดไว้เพื่อความร่มเย็น และเป็นสิริมงคล ได้แก่ ใบสะเป่ (หว้า) เหน่จ่า (หญ้าแพรก) ก๊าด (ต้นไม้ชนิดหนึ่งคล้ายพริกไทย กินได้) ยอดหมากก่า (ยอดฝรั่ง) ใบ๋ก้ำก่อ (ใบบุญนาค) ยอดผักกุ่ม (ยอดผักกุ่ม) ยอดปานแข ยอดถั่วแห้ะ (ยอดถั่วแระ) และไม้กาง (คล้ายต้นหางนกยูง)

( 7 ) ขบวนกลองมองเซิงใช้บรรเลงประกอบขบวนทำให้เกิดความไพเราะรื่นเริงในขบวนเครื่องแห่โคหลู่ ส่วนใหญ่จะมีแต่คนแก่เท่านั้นที่ตีกลองมองเซิงได้ หากมีดนตรีไต เช่น ซึง ปิ่งโจ่ ตอยอย

(8) เครื่องไทยธรรมที่เป็นปัจจัยถวายพระสงฆ์ที่นิมนต์มาในงานตกแต่งด้วยดอกไม้จัดไว้อย่างสวยงามโดยมากหญิงสาวจะเป็นผู้ถือ อัฐบริขารที่เป็นเครื่องใช้สามเณร ประกอบด้วยส่างกาน (จีวร) เครื่องนอนและเครื่องใช้อื่น ๆ ของสามเณร

(9) ขบวนส่างลอง เป็นกลุ่มซึ่งจะอยู่เกือบท้ายขบวน วันนี้ทั้งส่างลองตะแปส่างลองและผู้ถือทีคำจะแต่งกายสวยงามเป็นพิเศษ ขณะขบวนเคลื่อนที่ไปก็จะฟ้อนรำไปด้วยตามจังหวะกลองก้นยาว หากปีใดมีการบวชส่างลองเป็นจำนวนมาก จำนวนชุดกลองก้นยาวก็จะมีมากตามไปด้วยบางทีมีถึง 5-7 ชุด ทำให้เกิดความสนุกสนานครึกครื้นมากยิ่งขึ้น ขบวนแห่ส่างลองเป็นเสมือน การแสดงแสนยานุภาพของกษัตริย์ มีบริวารแห่แหนรายรอบเป็นขบวนยาวมีการฟ้อนรำเข้ากับจังหวะดนตรี กลองก้นยาว บริวารส่างลองประกอบด้วย ผู้ที่ที่ให้ส่างลองขี่คอมี 2-3 คนสับเปลี่ยนกัน ผู้ที่ทำหน้าที่กางทีคำ ( ร่มใหญ่ปิดทอง ) ผู้ที่ทำหน้าที่ถือพานหมาก ผู้ทำหน้าที่ถือน้ำเต้า ( ปัจจุบันไม่ใช้แล้วเพราะสิ้นเปลืองแรงงานมาก ) และคณะดนตรีชุดกลองก้นยาว

(10) ท้ายขบวนแห่โคหลู่ เป็นคณะโบกไพ (บ้องไฟ) ซึ่งจะนำไปจุดในวันสุดท้ายของงาน

ขบวนแห่โคหลู่งานปอยส่างลองถือว่าเป็นขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม เป็นขบวนแห่ที่มีผู้คนมาร่วมกันมากยิ่งกว่างานประเพณีใด ๆ ในจังหวัด ขบวนแห่จะออกจากจุดตั้งต้นไปตามถนนที่สำคัญ ระหว่างทางจะมีผู้สูงอายุถือ “ อุ้บ ” ออกมาโปรยข้าวตอกดอกไม้เป็นการอนุโมทนาสาธุในการทำบุญ เมื่อแห่ขบวนรอบหมู่บ้านแล้วขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่วัด จะมีผู้คนออกมาต้อนรับ มีน้ำดื่มมาคอยบริการ บ้างก็มารอโปรยข้าวตอกดอกไม้ ขบวนแห่จะเวียนรอบวัด 3 รอบ แล้วนำโคหลู่ขึ้นไปจัดไว้บนวัด เลี้ยงอาหารกลางวันและพักจนหายเหนื่อยแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน หากยังไม่ทำพิธีบรรพชาอุปสมบทในวันนี้ กิจกรรมต่อเนื่องที่วัดจะมีการถ่อมลีก คือ การฟังธรรม จะมีผู้มีความรู้ด้านหนังสือไทใหญ่เป็นผู้อ่านซึ่งจะนั่งบนอาสนะที่จัดให้บริเวณข้างหน้าพระประธานในวิหารศาลาการเปรียญ ผู้ฟังจะนั่งเป็นแถวถัดออกมา หนังสือที่ใช้อ่านเป็นสมุดข่อยขนาดใหญ่ซึ่งเขียนเป็นภาษาไทใหญ่ เนื้อหาเกี่ยวกับชาดกในทางพุทธศาสนา ส่วนอลองนั้นบริวารจะนำไปเยี่ยมตามบ้านญาติที่ยังเหลือหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย สำหรับกิจกรรมในตอนเย็นที่บ้านเจ้าภาพจะมีผู้คนมาเยี่ยมเจ้าภาพมากมาย เจ้าภาพจะเตรียมต้อนรับผู้ที่จะนำปัจจัยมาร่วมทำบุญ เตรียมต้อนรับคณะโบกไพ (บ้องไฟ)ที่จะนำโบกไพแห่มาที่บ้านเจ้าภาพ เพื่อบอกกล่าวกับเจ้าภาพและให้เจ้าภาพได้ชมโบกไพที่จะนำไปจุดในวันพรุ่งนี้ จะมีการตกลงกันว่าหากโบกไพจุดแล้วขึ้นสู่ท้องฟ้าก็จะมารับ “ อะซู ” (รางวัล) หากไม่ขึ้นหรือเกิดระเบิดก็ยินดีให้เจ้าภาพทาหน้าด้วยดินหม้อ การนำโบกไพมาร่วมงานถือว่าเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพ และทำให้งานครึกครื้นและเป็นการจุดฉลองงานไปด้วย

สำหรับส่างลองหลังจากไปร่วมขบวนแห่โคหลู่ก็จะกลับมารับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนจากนั้นตะแปส่างลองจะนำออกไปเยี่ยมตามบ้านที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมจนกระทั่งเย็น จึงจะนำ ส่างลองกลับมายังบ้าน อาบน้ำอาบท่าแต่งชุดส่างลองเพื่อที่จะรอเวลาทำขวัญและรับประทานอาหารเต็มรูปแบบต่อไป ส่วนการเลี้ยงอาหารนั้นผู้รู้บางท่านกล่าวว่าในอดีตมีการจัดเลี้ยงอาหารไว้ถึง 32 อย่างด้วยกัน ส่วนเหตุผลที่ต้องเลี้ยงอาหารส่างลองถึง 32 อย่างนั้น ก็เพราะต้องการให้ส่างลองเสวยสุขในโลกปุถุชน(คนธรรมดา)ก่อนจะไปเสวยสุขในโลกของบรรพชิต(ความสุขในโลกียะ) แต่ในปัจจุบันมีการเลี้ยงอาหารส่างลองเพียง 12 อย่างเท่านั้น สถานที่ที่จะเลี้ยงอาหารส่างลองเต็มรูปแบบจะจัดไว้ที่บ้านเจ้าภาพใหญ่ หากส่างลองมีจำนวนมากจะจัดที่วัด ในในวันนี้พ่อแม่ของส่างลอง ญาติทั้งฝ่ายพ่อและแม่รวมจะมาร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เมื่อถึงเวลาพ่อแม่ส่างลองจะยกสำรับอาหาร 12 อย่างมาให้ส่างลองรับประทานพร้อมทั้งป้อนอาหารให้ส่างลองและคอยดูแลเอาอกเอาใจ สำหรับส่างลองที่ไม่มีพ่อแม่ป้อนอาหารให้ก็จะมีพ่อข่ามแม่ข่ามเป็นผู้ป้อนอาหารแทน หลังจากที่รับประทานอาหารทั้ง 12 อย่างจนอิ่มหนำสำราญแล้ว จะมีพิธีทำขวัญส่างลองซึ่งก็คล้ายการทำขวัญนาคคือพิธีเรียกขวัญ และผูกข้อมือให้ศีลให้พรแก่ส่างลอง พิธีเรียกขวัญส่างลองที่บ้านเจ้าภาพใหญ่จะเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ส่างลองและพ่อแม่หรือพ่อขามแม่ขามจะไปรวมตัวกันที่บ้านเจ้าภาพใหญ่เพื่อเข้าสู่พิธีเรียกขวัญ ในอดีตหมอสู่ขวัญเป็นหมอพื้นบ้านชาวไทใหญ่เรียกขวัญแบบพิธีไต ที่บ้านเจ้าภาพและที่วัดในคืนนี้ เจ้ามื้อ (พ่อครัวผู้ประกอบอาหาร) จะต้องทำงานหนักมาก เนื่องจากวันพรุ่งนี้จะเป็นวันบรรพชาสามเณรจะต้องเลี้ยงอาหารทั้งพระสงฆ์สามเณรทั้งในวัดที่จะบรรพชาและที่นิมนต์มาร่วมพิธีบรรพชา ตลอดจนผู้คนที่มาร่วมงานทั้งหมดซึ่งจะมีเป็นจำนวนมาก การเตรียมอาหารจะแยกกันทำ อาหารสำหรับพระสงฆ์สามเณรจะจัดทำเป็นพิเศษซึ่งจะมีหลายอย่างทั้งอาหารคาวหวาน การเตรียมอาหารต้องใช้คนจำนวนมาก เพื่อเป็นการผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยและให้กำลังใจแก่เจ้ามื้อเจ้าภาพจะเตรียมกลองมองเซิงไว้ให้เจ้ามื้อด้วย หากใครว่างจากงานก็จะมาร่วมกันบรรเลงเป็นที่ครื้นเครงจนสว่างกิจกรรมการบันเทิงจะมีการบรรเลงเครื่องดนตรี คือกลองมองเซิง เป็นเครื่องดนตรีมีอุปกรณ์มากกว่ากลองก้นยาว และนิยมจัดไว้ให้บรรเลงกันที่บ้านเจ้าภาพรวมทั้งบรรเลงร่วมขบวนแห่เครื่องไทยธรรม ประกอบด้วย กลอง 2 หน้า ขนาดใหญ่กว่ากลองที่ใช้ตีในโรงลิเกเล็กน้อย ฆ้องใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 60 เซนติเมตร ฆ้องขนาดกลาง ฆ้องขนาดเล็กประมาณ 6-8 ใบ และ ฉาบใหญ่ ฉิ่ง ตอนกลางคืนจะมีการโต้กลอนสด หรือร่ายสดกัน ภาษาถิ่นเรียกว่า “ เฮ็ดกวาม ” คำว่า “ เฮ็ด ” แปลว่า ร้อง “ กวาม ” แปลว่า เพลง รวมแล้ว แปลว่า การร้องเพลงไตด้วยทำนองต่างๆ ตอนหัวค่ำจะเป็นการว่ากลอนร่ายชมเครื่องไทยธรรม สรรเสริญเจ้าภาพ ยกย่องเชิดชูอลอง มักจะดำเนินการโดยศิลปินอาวุโสหรือผู้มีประสบการณ์มาก ตกดึกจะเป็นการโต้คารมกันด้วยเชิงกลอนหรือร่ายสด ระหว่างหญิง – ชาย การโต้คารมนี้จะมีระหว่างงานทุกคืนไม่เฉพาะแต่วันรับแขกเท่านั้น จะโต้กันจนสว่างหรือจนกว่าจะเหน็ดเหนื่อยเลิกรากันไปเองทำนองกลอนหรือร่ายเป็นทำนองเพลงไทใหญ่ มีหลายทำนอง เช่น “ ล่องคง ” เป็นทำนองช้า จังหวะหวาน ใช้สรรเสริญยกย่องหรือเกี้ยวพาราสี 

4) วันข่ามส่าง เช้าวันที่สามของงาน วันนี้เรียกกันว่าวันข่ามส่าง เป็นวันที่จะนำส่างลองไปบรรพชาเป็นสามเณร หากในการจัดงานมี “ จางลอง ” คือผู้ที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ด้วย ก็จะทำกันตั้งแต่เช้าตรู่ เรียกกันว่า “ ญาบจาง ” การญาบจางหรืออุปสมบทจะเริ่มราว ๆ 04.00 – 05.00 นาฬิกา ตะแปจางลองจะแต่งตัวจางลองและนำจางลองขี่ม้าแห่ไปวัด โดยตี “ จีเจ่ ” (กังสดาล) นำขบวน และอาจมีดนตรีพื้นบ้านหรือกลองก้นยาวร่วมขบวนไปด้วย เมื่อถึงวัดก็จะเวียนรอบโบสถ์ 3 รอบ แล้วทำพิธีอุปสมบทในโบสถ์ หากวัดใดไม่มีโบสถ์เจ้าภาพก็จะร่วมกับทางวัดจัดทำ “ สิ่มน้ำ ” คือจะทำศาลาที่ประกอบพิธีอุปสมบทอยู่กลางแม่น้ำหรือในบึงแล้วนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีอุปสมบทในสิ่มน้ำนี้ วันที่สามหรือวันสุดท้ายของปอยส่างลองนี้ ผู้คนจะมาชุมนุมกันที่วัดตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่จะไปถึงวัดก่อนพร้อม “ อุ๊บ ” หรือขันดอกไม้ จนได้เวลาพอสมควรก็จะมีการ “ ถ่อมลีก ” คืออ่านหนังสือธรรมะให้ทุกคนฟังอันเป็นการกล่อมเกลาจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีซึ่งถือเป็นประเพณีสืบทอดกันมานานผู้ฟังก็จะนั่งฟังอย่างสงบและสำรวมกิริยาอาการ ผู้อ่านหนังสือธรรมะในการถ่อมลีกนี้คือ “ จเร ” ซึ่งหมายถึงผู้รอบรู้หรือผู้เชี่ยวชาญในด้าน “ ลีกไต ” ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นที่เคารพนับถือของชุมชน เวลา “ ฮอลีก ” (อ่านหนังสือ) จะนุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ก็แต่งชุดไตโดยนั่งอ่านตรงหน้าพระประธานบนศาลาการเปรียญวัด ข้าง ๆ จเรจะมี “ เผิน ” หรือ “ อุ๊บ ” คือเครื่องยกครูบาอาจารย์ซึ่งจะมีข้าวสาร กล้วยน้ำว้าดิบ 1 หวี หมากพลู ดอกไม้ธูปเทียน บรรจุในกาละมัง และมีปัจจัย (เงิน) ใส่ซองตามแต่ศรัทธา เมื่อฮอลีกจบจะยกเผินบูชาไปไว้ที่บ้านหรือบางทีก็ถวายวัดไป ส่วนปัจจัยจะนำไปไว้ใช้จ่ายต่อไป เมื่อถึงเวลาฉันเพลจะมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่นิมนต์มาร่วมพิธีบรรพชาสามเณรก่อนแล้วจึงเลี้ยงอาหารผู้มาร่วมงานในพิธี อาหารที่เลี้ยงในงานปอยส่างลองที่จะขาดไม่ได้คือ แกงฮังเล น้ำซด(ต้มจืด) น้ำพริกอ่อง ผัดผัก หรือยำใหญ่ เป็นต้น ของหวานจะมีขนมไต เช่น อะละหว่า ส่วยทะมิน ข้าวแตกปั้น และ ข้าวพองต่อ หลังจากที่พระฉันเสร็จแล้วก็จะเลี้ยงอาหารส่างลองและผู้ที่มาร่วมงานทุกคน ช่วงนี้ เจ้าภาพจะต้องคอยจับตามองส่างลองให้ดี เพราะบางทีจะมีการนำส่างลองไปแอบซ่อนไว้เพื่อชะลอการบรรพชาสามเณร ซึ่งเจ้าภาพจะต้องนำ “ อะซู ” (รางวัล) ไปมอบให้จึงจะได้ส่างลองคืนกลับมา พิธีบรรพชาสามเณร จะเริ่มขึ้นหลังจากเลี้ยงอาหารผู้มาร่วมงานทุกคนจนอิ่มแล้ว ก็จะช่วยกันเก็บกวาดภาชนะต่าง ๆ จนแล้วเสร็จ ตะแปส่างลองก็จะนำส่างลองไปนั่งต่อหน้าพระผู้ใหญ่เพื่อทำพิธีบรรพชาสามเณรเป็นเหล่ากอแห่งสมณะต่อไป

8.3 พิธีบรรพชาอุปสมบท เป็นพิธีทางสงฆ์ปฏิบัติเหมือนกับท้องถิ่นอื่นทุกประการ การบรรพชานิยมทำกันในตอนบ่าย สำหรับการอุปสมบทนั้นนิยมทำกันในตอนเช้ามืดเลียนแบบการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ โดยขบวนส่างลองเจ้าไปในศาลาการเปรียญหรือวิหารที่ใช้เป็นที่บรรพชาอุปสมบท ส่างลองเดินเข้าไปนั่งเรียงแถวหน้าพระอุปัชฌาย์ กราบพระอุปัชฌาย์ 3 ครั้ง เมื่อพร้อมกันแล้วหันหน้ามากราบ 3 ครั้ง แล้วรับผ้าจีวรจากบิดา มารดา หรือพ่อข่าม แม่ข่าม ( พ่อ แม่อุปถัมภ์ ) ซึ่งแสดงถึงความผูกพันและสนับสนุนกันระหว่าง พ่อ แม่ กับลูก เสร็จแล้วหันกลับไปหาพระอุปัชฌาย์ เปล่งวาจาขอบรรพชา พระอุปัชฌาย์รับผ้าจีวรไปแก้ห่อและนำผ้าอังสะ หรือผ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งในห่อผ้าจีวรคล้องคอส่างลอง เพื่อนำไปให้เปลี่ยนเครื่องส่างลอง และพระภิกษุจะช่วยนุ่งผ้าจีวรให้ พร้อมกลับมาเปล่งวาจาขอรับศีล 10 และขอนิสัย พระอุปัชฌาย์ให้ศีลบอกกัมมัฏฐานและให้โอวาทส่างลอง ซึ่งได้กลายเป็นเหล่ากอของสมณะ คือสามเณรเป็นเพศพรหมจรรย์สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ เป็นผู้เข้าสู่เส้นทางดำเนินไปสู่สิ่งสูงสุดทางพุทธศาสนา คือพระนิพพานตามปณิธานของเจ้าภาพและผู้บรรพชาที่ได้ตั้งใจไว้แต่แรก ได้ยอมเสียสละทรัพย์ที่ไม่จีรังเพื่อเข้าสู่เส้นทางที่จะบรรลุถึงอริยทรัพย์อันจีรังยั่งยืนตลอดไป หลังจากเสร็จพิธีจะมีเทศนา 1 กัณฑ์ เจ้าภาพใหญ่เจ้าภาพร่วมและผู้มาร่วมงานในพิธีถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธี หลังจากนั้น หากมีคณะโบกไพ (บ้องไฟ) มาร่วมงานก็จะนำโบกไพไปจุด เมื่อจุดเสร็จเจ้าของจะนำโบกไพไปรับ “ อะซู ” จากเจ้าภาพ บางทีอาจมีส่างลองพาง (ส่างลองปลอม) คือคนธรรมดาแต่งกายเลียนแบบส่างล่องแห่ไปด้วย จะมีการ “ เฮ็ดกวาม ” ขอ “ อะซู ” จากเจ้าภาพซึ่งเจ้าภาพจะมอบรางวัลให้เป็นเงินแถมยังเลี้ยงข้าวปลาอาหาร สำหรับเงินที่ได้นั้นคณะโบกไพจะนำไปซื้อเครื่องใช้ไม้สอยถวายวัด หรือบางทีก็ทำเป็นต้นผ้าป่าถวายวัดต่อไป 

หมายเหตุ

พ่อขาม หมายถึง ผู้ชายที่เป็นเจ้าภาพบรรพชาเด็กชาย

แม่ขาม หมายถึง ผู้หญิงที่เป็นเจ้าภาพบรรพชาเด็กชาย

ลูกข่าม หมายถึง เด็กชายที่มีผู้อุปการะเป็นเจ้าภาพจัดงานบรรพชาให้

เข่งส่างลอง หมายถึง ที่พักชั่วคราวของส่างลอง มักต่อเติมยื่นออกมานอกชายคาบ้าน

ปุ๊กข้าวแตก หมายถึง มัดข้าวแตกห่อด้วยกระดาษสา ผูกติดกับลำไผ่ยาว

อิ่มบุญ หมายถึง สภาวะในความรู้สึกปลื้มปิติลิงโลดอย่างสุดขีด

ม่านจ้าด หมายถึง ดนตรีพม่า

โหล่งกี่ หมายถึง โสร่งลายของชาวพม่า

แคบคอ หมายถึง เครื่องประดับทำด้วยทองคำมีรูปร่างเป็นแผ่นกลม

ข่ามแขกกอเหลว หมายถึง รับแขกเอง

ลองซอม หมายถึง ตักบาตร ในที่นี้หมายถึงการตักบาตรบนวัด  

แหล่งที่มาhttp://www.taiyai.org/index.phpname=cultures&file=readcultures&id=1


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: