สงกานต์เหลินห้า

เหลินห้า (เดือนห้า ตรงกับเดือนเมษายน)

ประวัติ

เนื้อความตามปั๊บสาชื่อ ต๊ะซะนิดหย่าสี่สิบสองเหลินซากเส่อูต่าน กล่าวไว้ว่า เดือน 5 ภาษาปุ่งนา (ปุโรหิต)เรียกว่า “มิกซะหย่าสี่” ภาษาพม่าเรียกว่า “ต๊ะกู่ละ” ธาตุประจำเดือนคือเตโชธาตุอากาศจึงค่อนข้างร้อน ดอกไม้ประจำราศีคือ ดอกก้ำก่อ (ดอกบุนนาค) เป็นเดือนที่เปลี่ยนศักราชใหม่ มีเรื่องเล่าเกี่ยวประเพณีนี้ว่า ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ที่เชตะวันวิหารในกรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ชักชวนข้าราชกาลบริพารตระเตรียมไทยธรรมอาหารคาวหวาน นำไปถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาว่า ในช่วงเทศกาลเปลี่ยนศักราชนี้ขอให้ทำพิธีคาราวะพระรัตนตรัย ผู้มีพระคุณและสรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อขอพรปีใหม่ให้มีโชคลาภอยู่เย็นเป็นสุข เจริญด้วยจตุรพิธพร 4 ประการ มีอายุ วรรณะ สขะ พละ ปฏิภารธนสารสมบัติ ตลอดไป และพระพุทธองค์ทรงนำพระสงฆ์ทำการสรงน้ำพระในสระอนปทัต ที่มีกลุ่มดอกบัว 5 ประเภท ที่บานสะพรั่งเต็มสระ พอถึงเดือน 5 ชาวประชาจึงพากันทำโกมโบ๋ (โคมรูปดอกบัว) เพื่อบูชาพระตามวัดวาอารามต่างๆ จึงยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ จากเอกสารโรเนียวเย็บเล่มภาษาไต ชื่อ “หย่าสิบสองเหลินคำ” เขียนโดย เจเลแสงเฮิง บ้านแม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าเดือน 5 เป็นวาระการเปลี่ยนศักราชเนื่องจากธิดาท้าวมหาเทพพรหมเปลี่ยนวาระอุ้ม เศียรบิดาไว้ในแต่ละปี ตามตำนานเล่าว่าหลังเกิดโลกวินาศไฟประลัยกัลป์ล้างโลกและน้ำท่วมโลกแล้วมีดอกบัว 5 ดอกผุดขึ้นที่กลางสระใหญ่เป็นจุดเริ่มต้นของภัทรกัลป์นี้ ในกัลป์นี้มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ 5 พระองค์ และมีดอกบัว 5ดอก มีจีวร 5 ชุด พระพรหมได้ลงมาอัญเชิญจีวรทั้ง 5 ชุด ขึ้นไปไว้ในพรหมโลก เมื่อถึงเวลาที่พระพุทธเจ้าแต้ละองค์มาตรัสรู้ ท้าวมหาพรหมและคณะจะนำผ้าจีวรลงมาถวายตามลำดับขณะนี้พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ไปแล้ว 4 พระองค์ ยังเหลืออีก 1 พระองค์ คือ พระศรีอริยเมตไตย ซึ่งจะมาตรัสรู้ต่อจากยุคของพระโคดมพุทธเจ้า บรรดาพระพรหมที่ลงมาในโลกมนุษย์โลกมาได้สูดกลิ่นดินหอมแล้วเกิดความพอใจพากันขุดมาชิมดู หลังจากชิมดินหอมแล้วทำให้วิชาฌาณ(เหาะเหินเดินอากาศ) เสื่อมไม่สามารถเหาะกลับไปสู่พรหมโลกได้ จึงอาศัยอยู่ในมนุษย์โลกต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เหล่าพรหมและเทวดาได้ประชุมปรึกษาเรื่องวิธีการกำหนดราศีฤดูกาลและพิจารณาหาผู้ที่มีความสามารถกำหนดราศีฤดูกาลได้ ซึ่งท้าวมหาพรหมได้รับอาสาเป็นผู้จัดทำ พร้อมกับสัญญาว่าหากไม่สามารถทำให้สำเร็จก็จะให้ศีรษะเป็นประกัน ต่อมาเมื่อไม่สามารถกำหนดราศีฤดูกาลให้ดีทัดเทียมกันได้ พระอินทร์จึงขอให้ศาสดาพยากรณ์ (งะพอหมอกยฺาม)กำหนดฤดูกาลเป็นฤดูร้อน , ฝน , หนาว ซึ่งเป็นฤดูกาลมาตราบจนถึงปัจจุบันนี้ พระอินทร์จึงบอกกับพระธิดาทั้ง 7 ของท้าวมหาพรหมว่า ใครสามารถตัดศีรษะของท้าวมหาพรหมได้ จะอภิเษกยกขึ้นเป็นอัครมเหสี ธิดา 6 องค์ ไม่สามารถทำได้ แต่ธิดาองค์สุดท้อง (วันเสาร์) ได้ใช้เส้นผมขึงกับโครงไม้ ทำเป็นเลื่อยใช้เลื่อยคอของท้าวมหาพรหมจนขาด พอขาดแล้วนำไปไว้ที่ไหนก็ไม่ได้ไว้ในน้ำก็น้ำแห้ง ไว้บนบกก็ไฟไหม้จำเป็นที่ธิดาทั้ง 7 จะต้องผลัดเปลี่ยนกันทูนศีรษะของบิดาไว้คนละ 1 ปี หมุนเวียนกันตลอดกาล พอถึงเดือน 5 ของแต่ละปีก็จะเปลี่ยนกันครั้งหนึ่ง ธิดาองค์ที่หมดภารกิจก็จะถือโอกาส ล้างมือ อาบน้ำ ซักผ้า สระผมให้สดชื่น หลังจากที่รับภารกิจมานานเป็นเวลาแรมปี ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นประเพณี พอถึงเดือน 5 เปลี่ยนศักราชใหม่จะพากันอาบน้ำชำระร่างกาย สระผม ปักกวาดทำความสะอาดบ้านเรือนในโอกาสวนขึ้นปีใหม่เป็นกรณีพิเศษ สำหรับตัวท้าวมหาพรหมนั้นพระอินทร์ได้ทูลถามมารดาของท้าวมหาพรหมว่าจะสามารถหาศีรษะของใครมาต่อแทนได้ มารดาตอบว่าศีรษะของใครอะไรก็ก็ได้ที่นอนหันศีรษะไปทางทิศเหนือพระพรหมและเทวดาทั้งหลายจึงพากันลงมายังโลกมนุษย์และได้พบกับช้างตัวหนึ่ง กำลังนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ จึงตัดหัวช้างนั้นนำไปต่อติดกับตัวของท้างพรหม ทาให้ท้าวพรหมฟื้นคืนชีพและได้รับขนานนามว่า “มหาปิงเน”(พระพิฆเนศ –ผู้เรียบเรียง) ส่วนตัวช้าง ก็นำไม้ฟืนมาก่อกองไฟสุมฌาปนกิจจนเสร็จกิจเหล่าพระพรหมและเทวดาทั้งหลายได้ประชุมปรึกษากันว่า บาปที่ตัดเศียรท้าวมหาพรหมนี่ จะตกแก่ใคร พระอินทร์ตอบว่า ตกแก่ชาวเมืองทั้งหลาย เพราะชาวเมืองอยู่ใต้อิทธิพลของดวงดาวชะราศี ฤดูกาล และถามต่อว่า หากต้องการถ่ายบาปจะต้องทำอย่างไรบ้าง พระอินทร์ตอบว่า ต้องพากันก่อเจดีย์ทราย ถวายน้ำ ถวายดอกไม้ สรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ให้ทำขนมไปทำบุญ ผู้เฒ่าผู้แก่แลพระสงฆ์ผู้ทรงศีลอธิษฐาน ขอพรให้พ้นจากบาปและได้รับความสุขความเจริญยิ่ง ๆขึ้นไป จึงเกิดมีประเพณีรดน้ำดำหัว คารวะผู้เฒ่าผู้แก่ ทำขนมประเพณีแจกจ่ายและถวายพระสงฆ์สืบกันมาจนถึงทุกวันนี้

การกั่นตอ (ขอขมา)บิดามารดา ญาติผู้ใหญ่และพระสงฆ์

1. สถานที่จัดงาน

PA250001 PA250004
ขันดอกไม้
ขันคัวหลู่
PA250002 PA250012
ถวายคัวหลู่
ผู้เฒ่าผู้แก่ให้พร

2. ช่วงเวลาที่มีการจัดงาน

เดือน 5 และเดือน 11 (เดือนเมษายนและเดือนตุลาคม) หรือก่อนวันขึ้นวัด 1 วัน คือช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 14-15 เมษายนของทุกปี และขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ประเพณีกั่นตอหรือขอขมานี้จะมีปีละ 2 ครั้ง

3. ประวัติความเป็นมาและความเชื่อเกี่ยวกับพิธี

เหลินห้าเป็นเทศกาลสำคัญของชาวไทใหญ่ เรียกว่าปอยเหลินห้าหรือปอยซอนน้ำ ในเทศกาลนี้จะมีการสรงน้ำพระ กั่นตอบิดามารดาญาติผู้ใหญ่ขอขมาพระสงฆ์และทำบุญตักบาตรฟังเทศน์ ฟังธรรมตามประเพณี เช่น เดียวกับงานสงกรานต์ของล้านนา และชาวบ้านมีความเชื่อกันว่าบิดามารดาก็คือพระพุทธเจ้าคนแรก ถ้าไม่เลี้ยงบิดามารดาแล้วจะลำบากในสมัยก่อนถ้าไม่ได้กั่นตอบิดามารดาก่อนก็ไม่กั่นตอพระได้ เมื่อสมัยก่อนมีเศรษฐีคนหนึ่งจะไปกั่นตอพระพุทธเจ้าที่วัด จึงนำผลไม้ อาหารคาวและอาหารหวาน นำมากั่นตอพระพุทธเจ้าที่วัด พระพุทธเจ้าถามท่านเศรษฐีว่า ท่านเศรษฐีกั่นตอบิดามารดาหรือยัง ท่านเศรษฐีบอกว่าเราไม่มีบิดามารดา พระพุทธเจ้าถามต่อไปว่าถ้าท่านเศรษฐีไม่มีบิดามารดาแล้วท่านเกิดมาได้อย่างไร เศรษฐีคนนั้นรู้สึกอับอายมาก พระพุทธเจ้าให้ท่านเศรษฐีไปกั่นตอบิดามารดาก่อน พระพุทธเจ้าถึงจะรับของที่มากั่นตอได้ ถ้าท่านเศรษฐีไม่กั่นตอบิดามารดา พระพุทธเจ้าก็ไม่อาจรับสิ่งของที่มากั่นตอนี้ได้ ท่านเศรษฐีต้องจึงต้องไปกั่นตอบิดามารดาก่อนถึงจะกั่นตอพระได้ เศรษฐีรู้สึกอับอายมาก ก็นำอาหารที่มากั่นตอพระพุทธเจ้า นำไปเททิ้งลงในกระบอกไม้ ทำให้นกมาจิกอาหารที่ท่านเศรษฐีทิ้งไว้ นกที่มาจิกกินมีอาการเมาเหมือนเมาสุราเพราะผลไม้ที่หมักดองกันมากๆ ทำให้เกิดเป็นสุรา เหตุนี้การเกิดสุราก็เลยเกิดขึ้นในสมัยนั้นเป็นต้นมา การกั่นตอต้องมีการเตรียมสิ่งของที่จะใช้กั่นตอหรือขอขมาก่อน การกั่นตอหรือขอขมาจะเริ่มกั่นตอบิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ของตนเองก่อนเสมอ และก่อนวันขึ้นวัด 1 วัน คือช่วงเวลาวันที่ 14-15 เมษายน ของทุกปี คือ ถ้าขึ้นวัดวันที่ 15 เมษายน จะเริ่มกั่นตอหรือขอขมาในวันที่ 14 เมษายน และถ้าวันขึ้นวัดตรงกับวันที่ 16 เมษายน ก็จะเริ่มกั่นตอในวันที่ 15 เมษายน ในเวลาตอนค่ำๆ ตั้งแต่เวลา 17.00-21.00 น. และวันรุ่งขึ้นวันที่ 16 เมษายนก็จะทำบุญที่วัด เตรียมข้าวปลาอาหารใส่ปิ่นโต และของใช้ต่างๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมจัดใส่ถาดถวายพระสงฆ์ที่วัด พอทำบุญเสร็จแล้วจึงจะกั่นตอญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ โดยจะพากันเป็นหมู่คณะแสดงถึงความพร้อมเพียงกัน จากนั้นก็ไปกั่นตอหมู่บ้านและวัตต่างๆ ที่ใกล้เคียง การกั่นตอวัดในชุมชนที่ตนเองอยู่มักจัดพิธีในวันที่ 18 เมษายน กิจกรรมจะกั่นตอหรือขอขมาพระสงฆ์ที่วัดและก็จะมีการสรงน้ำพระพุทธรูปที่วัด ให้คนในชุมชนได้สรงน้ำพระ ชาวบ้านในชุมชนก็จะจัดเตรียมน้ำส้มป่อย น้ำอบน้ำหอม ใส่น้ำส้มป่อยผสมน้ำอบน้ำหอมในขันเงินที่เตรียมไป เพื่อจะกั่นตอหรือขอขมาพระสงฆ์และสรงน้ำพระพุทธรูปที่วัด แล้วพระสงฆ์ให้คำอวยพรเป็นเสร็จพิธี และจะมีอีกการกั่นตออีกครั้งในเดือน 11 คือเดือนตุลาคม ก่อนออกพรรษา จะเริ่มที่การกั่นตอบิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 เช้าวันรุ่งขึ้นมีการตักบาตรเทโว ตอนสายฟังเทศน์ ฟังธรรมที่วัด ประมาณวันแรม 2-3 ค่ำ เดือน 5 จะมีการกั่นตอต่างหมู่บ้าน หรือหมู่บ้านใกล้เคียง โดยอาศัยวัดประจำหมู่บ้านเป็นศูนย์  แหล่งที่มา    http://www.taiyai.org/index.php?name=cultures&file=readcultures&id=1


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: